ในขณะที่โลกกำลังหมุนเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรมขั้นสูง แต่เมื่อมองกลับมาที่โครงสร้างรายได้ของคนไทยส่วนใหญ่ กลับพบว่าเรายังคงติดหล่มอยู่ในวงจรรายได้น้อยอย่างน่ากังวล อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ "ค่าแรง" และ
"ผลกำไร" ของคนไทยไปไม่ถึงดวงดาว?
หัวใจหลักของอาชีพคนไทย (Base of Occupation) คือเกษตรกรรม แต่เกษตรกรไทยส่วนใหญ่กลับมีหนี้สินล้นตัว เพราะรายได้จากผลผลิตถูกหักลบด้วย "ต้นทุนแฝง" ที่ควบคุมไม่ได้:
ต้นทุนปัจจัยการผลิต: ค่าเช่าเครื่องจักรขนาดใหญ่, ค่าปุ๋ย, ค่ายา, เมล็ดพันธุ์, และค่าแรงเกี่ยวข้าว
ค่าใช้จ่ายการเลี้ยงชีพ: ค่าพันธุ์สัตว์, อาหารสัตว์ และค่าบำรุงรักษา
ข้อจำกัดทางกายภาพ: หากระบบชลประทานเข้าไม่ถึง เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนค่าน้ำเพิ่มขึ้นเอง
ในขณะที่ต้นทุนเหล่านี้ปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด แต่ "เพดานราคาขาย" กลับถูกกดไว้ด้วยราคาตลาดโลกหรือพ่อค้าคนกลาง ทำให้กำไรสุทธิที่เหลือถึงมือเกษตรกรนั้นน้อยนิดจนแทบไม่พอกิน
สินค้าเกษตรแปรรูปของไทยส่วนใหญ่ยังหยุดอยู่ที่ระดับ ทุติยภูมิ (Secondary Level) คือเน้นเพียงการยืดอายุความสดหรือการถนอมอาหารเบื้องต้น เรายังมีสินค้ารูปแบบ Ready-to-Meal หรือผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารที่สร้างมูลค่าเพิ่ม (Value-Added) น้อยมาก เมื่อเราขายสินค้าตาม "ราคาตลาด" (Commodity Price) แทนที่จะขายด้วย "มูลค่าแบรนด์" หรือ "นวัตกรรม" รายได้จึงถูกล็อคไว้ที่ระดับต่ำเสมอ
ปริมาณการขายสินค้าเกษตรไทยผูกติดกับ Attitude และวิถีชีวิต (Lifestyle) ของผู้บริโภคปลายทางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้:
เราขายข้าวหอมมะลิให้ยุโรปได้ยากกว่าข้าวสาลี เพราะไม่ใช่สัดส่วนหลักในมื้ออาหารของเขา
ตลาดหลักของเราจึงจำกัดอยู่แค่ในเอเชีย (จีน, สิงคโปร์, ญี่ปุ่น) ที่มีวัฒนธรรมการกินข้าวเหมือนกัน การขยายฐานรายได้สู่ตลาดใหม่ๆ จึงมีกำแพงทางวัฒนธรรมที่ต้องใช้ต้นทุนสูงในการทะลาย
ประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก แต่เรากลับต้องอาศัยเรือขนส่งของต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจาก Ocean Freight ของต่างชาติมีราคาถูกกว่าและมีรอบเดินเรือที่มากกว่า ทำให้เม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่ควรจะเป็นกำไรของประเทศ ต้องรั่วไหลออกไปเป็นค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ให้กับบริษัทข้ามชาติ
เมื่อมองมาที่ภาคอุตสาหกรรม แรงงานไทยกว่า 80% ยังเป็นแรงงานที่มีทักษะทั่วไป (General Skills) และอีก 20% เป็นทักษะเฉพาะทาง แต่ปัญหาคือ Career Path ของแรงงานเหล่านี้ไปได้ไม่ไกล เนื่องจากโครงสร้างธุรกิจในไทยส่วนใหญ่ไม่ใช่ธุรกิจที่ใหญ่โตหรือมีความซับซ้อนสูง (Low Complexity) ตำแหน่งงานระดับสูงที่ให้ค่าตอบแทนมหาศาลจึงมีจำกัด
สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า รายได้ของคนไทยวนเวียนอยู่ใน Business Field Tier 1-2-3 เท่านั้น (วัตถุดิบ-แปรรูปขั้นต้น-อุตสาหกรรมรับจ้างผลิต)
ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วมุ่งเน้นไปที่ Business High Field ซึ่งมีความซับซ้อนและสร้างกำไรต่อหน่วยสูงมหาศาล เช่น:
ธุรกิจสื่อดิจิทัลและโทรคมนาคม
เทคโนโลยีอวกาศและดาวเทียม
ยาและเวชภัณฑ์ขั้นสูง
Internet of Things (IoT) และนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ
ในโลกยุคใหม่ที่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น รายได้จากภาคเกษตรและแรงงานแบบเดิมจึงถูกบีบอัดจนแทบไม่เหลือ ทางออกของผู้ประกอบการในปัจจุบันจึงมักจบลงที่การ "ลดต้นทุน" ด้วยการจ้างแรงงานต่างชาติหรือเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรแทนแรงงานคน ซึ่งยิ่งซ้ำเติมให้ปัญหา "รายได้คนไทยน้อย" กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่แก้ไม่ตกหากเรายังไม่ยกระดับโครงสร้างธุรกิจให้ก้าวข้าม Tier เดิมไปสู่โลกนวัตกรรม
ยกเครื่องอุตสาหกรรมใหม่โดยใช้รากฐานเดิมของไทยกับ 1 แนวคิดในกรอบการทำงาน Thailand Repositioning Architecture (TRA Framework)
อ่านเพิ่มเติมแนวคิดนี้ได้ที่ลิ้งก์ด้านล่าง