SI-014-04:
Economic Security & Strategic Industry Protection
ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการคุ้มครองอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์
ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการคุ้มครองอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์
Situation
ระบบเศรษฐกิจในปัจจุบันได้เชื่อมโยงกับความมั่นคงแห่งชาติอย่างลึกซึ้งมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่กรอบนโยบายจำนวนมากยังคงแยก “เศรษฐกิจ” และ “ความมั่นคง” ออกจากกันราวกับเป็นคนละมิติ แม้กระแสโลกาภิวัตน์จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันก็ได้สร้างการพึ่งพาเชิงยุทธศาสตร์ต่อปัจจัยภายนอกในหลายด้าน ได้แก่ ตลาดต่างประเทศ ห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ กระแสเงินทุนและระบบการเงินโลก
เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สำคัญส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อ:
การกดดันทางเศรษฐกิจจากต่างประเทศ (Economic Coercion)
การหยุดชะงักของการค้าและห่วงโซ่อุปทาน (Trade & Supply Chain Disruptions)
ความผันผวนทางการเงิน (Financial Volatility)
การครอบงำหรือควบคุมกิจการสำคัญโดยผู้มีอิทธิพลจากภายนอก (Foreign Control Over Strategic Assets)
โดยเฉพาะในภาคส่วนที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เช่น:
พลังงาน
อาหาร
เซมิคอนดักเตอร์และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง
โลจิสติกส์
ระบบการเงิน
และแพลตฟอร์มดิจิทัล
ซึ่งล้วนมีความเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซง เข้าครอบครอง หรือถูกทำให้หยุดชะงักจากปัจจัยภายนอก ขณะเดียวกัน นโยบายอุตสาหกรรมและยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติยังขาดความสอดประสานกันในหลายมิติ โดยการพัฒนาเศรษฐกิจมักมุ่งเน้น:
การเติบโตระยะสั้น
การดึงดูดการลงทุน
และตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเชิงปริมาณ
มากกว่าการพิจารณาเรื่อง:
ความยืดหยุ่นของประเทศในระยะยาว (National Resilience)
อธิปไตยทางเศรษฐกิจ (Economic Sovereignty)
และการรักษาขีดความสามารถเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของชาติ (Control Over Critical Capabilities)
ผลลัพธ์คือ ประเทศอาจมีการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ยังคงมีความเปราะบางต่อความผันผวน ความขัดแย้ง และแรงกดดันจากภายนอก ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อทั้งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติในเวลาเดียวกัน.
Shift
นโยบายเศรษฐกิจจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจาก “โมเดลที่มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นศูนย์กลาง” (Growth-Centric Model)→ สู่“สถาปัตยกรรมเศรษฐกิจที่บูรณาการกับความมั่นคงแห่งชาติ” (Security-Integrated Economic Architecture)
โดยกำหนดให้:
ความยืดหยุ่นของประเทศ (Resilience)
ความสามารถในการควบคุมปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ (Control)
และความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Autonomy)
เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของการพัฒนาประเทศ ภายใต้แนวคิดนี้ อุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์จะต้องได้รับการระบุและจัดประเภทอย่างชัดเจน กำหนดความสำคัญในระดับชาติและได้รับการคุ้มครองในฐานะทรัพย์สินด้านความมั่นคงแห่งชาติ ไม่ใช่เพียงในฐานะกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเท่านั้น
แนวทางดังกล่าวครอบคลุมถึง:
การสร้างขีดความสามารถภายในประเทศ (Domestic Capability Development)
การลดการพึ่งพาปัจจัยสำคัญจากภายนอก (Critical Dependency Reduction)
และการปกป้องภาคส่วนสำคัญจากความเปราะบางหรือความเสี่ยงภายนอก (Protection of Strategic Sectors)
จุดเน้นของนโยบายจึงเปลี่ยนจาก“การเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด” (Maximizing Efficiency)→ สู่“การสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น และอธิปไตยทางเศรษฐกิจ” (Optimizing Resilience and Sovereignty) โดยยังคงเปิดรับเศรษฐกิจโลก แต่ภายใต้ระดับการควบคุมเชิงยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม
ท้ายที่สุด“ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” (Economic Security)จะไม่ใช่เพียงประเด็นด้านการพัฒนาเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น“หนึ่งในเสาหลักของความมั่นคงแห่งชาติ” (Core Pillar of National Security)ที่ถูกบูรณาการอย่างเต็มรูปแบบเข้ากับสถาปัตยกรรมความมั่นคงของประเทศในภาพรวม ทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี พลังงาน อาหาร ไซเบอร์ และอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์.
Advantage
ประเทศไทยมีฐานเศรษฐกิจที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้ง ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรมการผลิต ภาคบริการ และภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจในระยะยาว ในขณะเดียวกัน ตำแหน่งที่ตั้งของประเทศไทยภายในเครือข่ายเศรษฐกิจอาเซียนและห่วงโซ่อุปทานโลก ทำให้ประเทศสามารถทำหน้าที่ได้ทั้งในฐานะ ฐานการผลิตระดับภูมิภาค(Production Hub) และศูนย์กลางการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ(Regional Connector) ศักยภาพดังกล่าวเปิดโอกาสให้ประเทศไทยสามารถ:
ปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานให้มีความมั่นคงมากขึ้น
ดึงดูดอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์เข้าสู่ประเทศ
และยกระดับขีดความสามารถภายในประเทศในภาคส่วนที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีความยืดหยุ่นเชิงนโยบายที่เอื้อต่อการเชื่อมโยง ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ และยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ เข้าด้วยกันในกรอบการดำเนินงานเดียว สิ่งนี้ช่วยให้ประเทศสามารถพัฒนา“แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่สอดประสานกับความมั่นคงแห่งชาติ”(Security-Aligned Economic Development) โดยไม่มุ่งเน้นเพียงการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่รวมถึงความยืดหยุ่นของระบบเศรษฐกิจ ความสามารถในการพึ่งพาตนเองในภาคส่วนสำคัญ ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน และการรักษาอธิปไตยทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ผลลัพธ์คือ ประเทศไทยสามารถก้าวสู่รูปแบบการพัฒนาที่ไม่เพียง “เติบโต”แต่ยังมีความมั่นคง ยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ภายใต้กรอบความมั่นคงทางเศรษฐกิจแห่งชาติที่บูรณาการอย่างเป็นระบบ.
Additional Structural Advantage
ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่มีอยู่ โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค เพื่อพัฒนา“กรอบอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์แห่งชาติ” (National Strategic Industry Framework) ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การกำหนดและจัดประเภทภาคส่วนสำคัญของประเทศ (Critical Sector Identification) เช่น พลังงาน อาหาร ดิจิทัล โลจิสติกส์ การเงินและอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง การพัฒนาขีดความสามารถภายในประเทศและการสร้างความพร้อมสำรองในภาคส่วนสำคัญ (Domestic Capability & Redundancy Development) เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาปัจจัยภายนอก การจัดตั้งกลไกกำกับดูแลเพื่อติดตามและบริหารความเสี่ยงจากการถือครองหรืออิทธิพลจากต่างชาติ (Regulatory Mechanisms for Foreign Ownership & Influence Management) ในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ การบูรณาการข้อมูลเศรษฐกิจและข่าวกรองเชิงเศรษฐกิจเข้าสู่ระบบปฏิบัติการความมั่นคงแห่งชาติ (NSOS) (Integration of Economic Data & Intelligence into NSOS)เพื่อให้สามารถติดตามความเสี่ยงและความเปราะบางทางเศรษฐกิจได้แบบเรียลไทม์
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังสามารถเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น เพื่อให้เกิดการสอดประสานระหว่างยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ นโยบายอุตสาหกรรม และการลงทุนของภาคธุรกิจ ภายใต้กรอบการพัฒนาร่วมกัน แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ภาคเศรษฐกิจไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังมีบทบาทโดยตรงในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของประเทศ รักษาความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน ลดความเปราะบางจากแรงกดดันภายนอกและสนับสนุนความมั่นคงแห่งชาติในระยะยาว
ผลลัพธ์คือ การสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีทั้งความสามารถในการแข่งขันและความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ไปพร้อมกัน ภายใต้กรอบความมั่นคงทางเศรษฐกิจแห่งชาติที่บูรณาการกับสถาปัตยกรรมความมั่นคงของประเทศอย่างสมบูรณ์.
Implication
หากปราศจากกรอบความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน ประเทศจะเผชิญกับความเสี่ยงจากแรงกระแทกภายนอกที่เพิ่มขึ้น สูญเสียความสามารถในการควบคุมอุตสาหกรรมสำคัญ และมีข้อจำกัดต่อความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ของตนเอง
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ ความเปราะบางต่อวิกฤตเศรษฐกิจและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การสูญเสียอำนาจควบคุมในภาคส่วนที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ การพึ่งพาห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยี หรือเงินทุนจากภายนอกมากเกินไป ความสามารถในการกำหนดนโยบายและทิศทางเศรษฐกิจของประเทศถูกจำกัดจากปัจจัยภายนอก
สิ่งเหล่านี้สามารถนำไปสู่ความเปราะบางเชิงโครงสร้างในระยะยาว ซึ่งการตัดสินใจทางเศรษฐกิจของประเทศอาจถูกกำหนดโดยข้อจำกัดจากการพึ่งพาภายนอกและความผันผวนของระบบเศรษฐกิจโลก มากกว่าผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศเอง
ในทางกลับกัน การมีกรอบความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่ได้รับการออกแบบและบูรณาการอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ประเทศสามารถสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่น (Resilient Growth)รักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Independence)เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและบทบาทของประเทศในเวทีโลกและรับมือกับวิกฤตหรือความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ท้ายที่สุด “ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ” จะไม่ได้เป็นเพียงแหล่งที่มาของความมั่งคั่งและความเจริญรุ่งเรืองเท่านั้น แต่จะกลายเป็น
“หนึ่งในเสาหลักของอำนาจแห่งชาติและความมั่นคงของประเทศ” (Core Pillar of National Power and Security)
ที่ทำหน้าที่สนับสนุนทั้งความมั่นคงแห่งชาติ อธิปไตยทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขันและความยืดหยุ่นของประเทศในโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ
AC-SI014-04-01 : Establishment of National Economic Security & Strategic Industry Framework
การสถาปนากรอบความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการคุ้มครองอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์แห่งชาติ
AC-SI014-04-02 : Identification & Classification of Critical and Strategic Industries
การกำหนดและจัดประเภทอุตสาหกรรมสำคัญและอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ
AC-SI014-04-03 : Development of Domestic Capability & Redundancy in Key Sectors
การพัฒนาขีดความสามารถภายในประเทศและการสร้างความพร้อมสำรองในภาคส่วนสำคัญ
AC-SI014-04-04 : Implementation of Strategic Supply Chain Risk Monitoring System
(integrated with NSOS)
การดำเนินระบบติดตามและเฝ้าระวังความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานเชิงยุทธศาสตร์
(เชื่อมโยงกับระบบปฏิบัติการความมั่นคงแห่งชาติ (NSOS))
AC-SI014-04-05 : Regulation & Oversight of Foreign Ownership in Strategic Industries
การกำกับดูแลและกำหนดมาตรการควบคุมการถือครองโดยต่างชาติในอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์
AC-SI014-04-06 : Creation of Strategic Investment Screening & Protection Mechanism
การจัดตั้งกลไกคัดกรองและคุ้มครองการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์
AC-SI014-04-07 : Strengthening of Public-Private Coordination for National Industrial Strategy
การเสริมสร้างการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมแห่งชาติ
AC-SI014-04-08 : Development of National Resilience-Oriented Industrial Policy
การพัฒนานโยบายอุตสาหกรรมแห่งชาติที่มุ่งเสริมสร้างความยืดหยุ่นของประเทศ
AC-SI014-04-09 : Promotion of High-Value & Strategic Technology Industries
การส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์และอุตสาหกรรมมูลค่าสูง
AC-SI014-04-10 : Establishment of Economic Contingency & Crisis Response Mechanisms
การจัดตั้งกลไกเตรียมความพร้อมทางเศรษฐกิจและการตอบสนองต่อภาวะวิกฤต